น้ำมันปลา (Fish Oil) ประโยชน์ที่คุณควรรู้

สารอาหารคุ้นหู น้ำมันปลา (Fish Oil) สารอาหารจำเป็น กับประโยชน์ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้!!
.
กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นแต่ไม่สามารถสร้างเองได้ภายในร่างกาย ดังนั้นจำเป็นต้องรับจากการบริโภคอาหารเท่านั้น และแทบทุกระบบการทำงานภายในร่างกาย จำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากกรดไขมันจำเป็นทั้งนั้น

น้ำมันปลา (Fish Oil) ประโยชน์ที่คุณควรรู้

 

จุดเด่นของ Omega-3 มีคุณสมบัติป้องกันและรักษา การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเหมาะสมจะทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกติและร่างกายของเรานั้นจำเป็นต้องมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีอย่างเหมาะสม

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นแต่ไม่สามารถสร้างเองได้ภายในร่างกาย ดังนั้นจำเป็นต้องรับจากการบริโภคอาหารเท่านั้น และแทบทุกระบบการทำงานภายในร่างกาย จำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากกรดไขมันจำเป็นทั้งนั้น อาทิเช่น

  • ระบบหลอดเลือดหัวใจ(ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน และ โรคอัมพาต)
  • ระบบประสาท(ช่วยเพิ่มความจำ)
  • สายตา(ช่วยในการมองเห็น)
  • ระบบภูมิคุ้มกัน(ลดอาการภูมิแพ้)
  • ระบบไหลเวียนโลหิต
  • ระบบสืบพันธุ์
  • ระบบข้อกระดูก

เริ่มทำความเข้าใจก่อนว่าโอเมก้า3 คือไขมันชนิดหนึ่ง

ประเภทของไขมันแบ่งออกเป็น

ไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) คือไขมันที่มีโครงสร้างคาร์บอนเรียงจับกันครบไขมันชนิดนี้ร่างกายสามารถสร้างได้เองถ้ารับประทานมากเกินไปจะทำให้เกิดคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเกิดการอุดตันของเส้นเลือดเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด

ไขมันไม่อิ่มตัว (Unsatuarated fatty acid) คือไขมันที่ธาตุคาร์บอนยังมี เหลือสามารถจับกับธาตุไฮโดรเจนได้ แบ่งออกเป็น  

  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว(Monounsaturated fatty acid) ได้แก่ กรดโอเลอิก (Oleic acid) เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสามารถสร้างได้เอง แต่ถ้ารับประทานเข้าไปมากก็ไม่ทำให้เกิดโรคหัวใจและมีแนวโน้มที่จะช่วยลดไขมันในเลือดด้วย
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหลายตำแหน่ง(Polyunsaturated fatty acid) เป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เองจำเป็นต้องรับจากอาหาร ไขมันที่สำคัญคือ Omega-3 (Alpha-linolenic acid) และ Omega-6 (linolenic acid)และในหมู่ไขมันในอาหารมีไขมันที่เป็นมิตรต่อสุขภาพนั้นช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจจะเป็นไขมันที่อยู่ในกลุ่มไขมันไม่อิ่มตัวนั่นเองค่ะ

ไขมันกับชีวิตประจำวัน

-พลังงานที่ร่างกายต้องการต่อวันประมาณ 2000 กิโลแคลอรี

-พลังงานจากไขมันไม่ควรเกิน 30% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายต้องการต่อวัน

กรดไขมันโอเมกา-3 มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้ รวมทั้งเกี่ยวกับเรตินาในการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อโภชนาการและสุขภาพของคนเรา เช่น ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล และไตรเอธิลกลีเซอรอล (triethylglycerol) ในพลาสมา ควบคุมระดับไลโปโปรตีน (lipoprotien) และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและหน้าที่ของเกล็ดเลือด จึงมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลดีในการลดอันตรายของโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด โรคหัวใจและโรคซึมเศร้า โอเมกา-พบมากในปลาทะเล และ ปลาน้ำจืดบางชนิด        

กรดไขมันโอเมกา-3 (Omega-3 fatty acid) ใช้สัญญลักษณ์ ω-3 fatty acidหมายถึงกรดไขมัน (fatty acid) ชนิดกรดไขมันไม่อิ่มตัว ที่มีตำแหน่งพันธะคู่ (double bond) หลายพันธะ (polyunsaturated fatty acid) และมีพันธะคู่หนึ่ง อยู่ที่ ตำแหน่งเฉพาะคือ ω-3โดยนับจากด้านปลายที่มีหมู่เมทิล (CH3-) ของกรดไขมัน

– กรดแอลฟา-ลิโนเลนิก (α-linolenic acidหรือ Alpha-linolenic acid, ALA) มีจำนวนคาร์บอน 18 อะตอม

– กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก (Eicosapentaenoic acid ,EPA) มีจำนวนคาร์บอน20 อะตอม  เรียกได้ว่าเป็นสารต่อต้านการอักเสบอันทรงพลัง (Powerful Anti-inflammation) มีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวในแง่ของ การช่วยลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ รวมถึงภาวะสิวอักเสบ และปกป้องผิวจากการแผดเผาของรังสียูวี

– กรดโดโคซาเฮกซะอีโนอิก (Docosahesaenoic acid ,DHA) มีจำนวนคาร์บอน22 อะตอม เรียกกันว่ากรดไขมันของสมอง ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของสมอง การเรียนรู้ ความจำ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ สุขภาพผิวที่ผุดผ่องสดใส ชุ่มชื้นขึ้นจากการบำรุงอันล้ำลึกจากภายใน

ในทางโภชนาการ กรดไขมันโอเมกา-3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acid) ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างได้เองต้องได้รับจากการบริโภคอาหารเท่านั้น

 

ประโยชน์ของ Omega-3

 1. ผิวสวยหน้าใส สมองสดใส หัวใจแข็งแรง

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็น แต่ไม่สามารถสร้างเองได้ภายในร่างกาย ดังนั้นจำเป็นต้องรับจากการบริโภคอาหารเท่านั้น และแทบทุกระบบการทำงานภายในร่างกาย จำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากกรดไขมันจำเป็น ทั้งนั้น อาทิเช่น

        – ระบบหลอดเลือดหัวใจ(ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอล ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน และ โรคอัมพาต)

        – ระบบประสาท(ช่วยเพิ่มความจำ)

        – สายตา(ช่วยในการมองเห็น)

        – ระบบภูมิคุ้มกัน(ลดอาการภูมิแพ้)

        – ระบบไหลเวียนโลหิต

        – ระบบสืบพันธุ์

        – ระบบข้อกระดูก

                นอกจากนี้แล้วกรดไขมัน Omega-3 ยังมีคุณสมบัติ ต่อต้านการอักเสบ(ช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบ) และที่สำคัญที่สุด กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยให้ผิวเปล่งประกายและสุขภาพดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าไปสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ช่วยคงความชุ่มชื้นและแข็งแรง ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสติน จึงส่งผลให้ผิวพรรณแลดูอ่อนเยาว์และสดใส ทั้งนี้หากมีการรัปทานร่วมกับ วิตามินเอ ดี และอี จะยิ่งช่วยปกป้องการเกิดสิว ไม่ว่าจะเป็น สิวหัวขาวและหัวดำ

 

2. ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด

ในปัจจุบัน น้ำมันปลาถูกนำมาใช้ในการช่วย ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โดยที่กรดไขมันโอเมก้า-3 จะเข้าไปอยู่เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ ของเกล็ดเลือดเม็ดเลือดแดง ตับ และอื่นๆ อีก ส่งผลให้การจับตัวของเกล็ดเลือดลดลง พร้อมทั้งมีการสร้างสาร ที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี

 

3. Omega 3 มีประโยชน์ต่อสตรีมีครรภ์

                กรดไขมันโอเมก้า-โดยเฉพาะอย่างยิ่ง DHA มีความสำคัญในการพัฒนาและการทำหน้าที่ของระบบประสาท ระบบสายตา และระบบสมอง ของทารกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง เดือนสุดท้ายก่อนคลอด และในช่วง เดือนแรกหลังจากคลอดแล้ว ดังนั้น มารดาของทารกที่เสริมกรดไขมันโอเมก้า จะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ ทารกในครรภ์ได้รับกรดไขมันจำเป็นไปด้วย (ทั้งนี้ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ โดยควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง)

 

4. โอเมก้า3 มีประโยชน์สำหรับเด็ก

                น้ำมันปลาโอเมก้า 3 มีประโยชน์อย่างมากมายในการช่วยการเจริญเติบโตของเด็ก เช่น ช่วยพัฒนาการทำงานของสมองและจิตใจ เพิ่มสมาธิ ความจำระยะสั้นและ ทักษะในการอ่าน นอกเหนือจากนี้ ยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยปกป้องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กๆ ควรจะได้รับปริมาณโอเมก้า 3 ในระดับสมดุลกับอาหารของพวกเขา

 

5. จุดเด่นของ Omega-3 มีคุณสมบัติป้องกันและรักษา

      – ช่วยลดระดับคอเลสเตอร์รอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ ที่เป็นอันตราย ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายเฉียบพลัน และเส้นเลือดในสมองแตก

      – ลดความหนืดของเกร็ดเลือด และลดปริมาณสารไฟบรินในเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด

      – ช่วยป้องกันอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นภัยเงียบที่สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

      – ช่วยลดความเสี่ยง ป้องกันมะเร็งเต้านม

      – ช่วยลดบรรเทาอาการคันและแห้งของโรคสะเก็ดเงิน

      – ลดการต้านเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่าย ในผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ

      – ช่วยในการลดความถี่และความรุนแรงของโรคปวดศรีษะไมเกรน

      – ช่วยให้ผิว ผม และเล็บมีสุขภาพดี

      – ช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงแข็ง

      – ต่อต้านผลร้ายจากสารผโพรสตาแกลนดิน (ลดภูมิต้านทานและเพิ่มการเติบโตของเนื้องอก)

      – ช่วยบรรเทาอาการโรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์

 

สั่งซื้อออนไลน์ง่ายๆ ได้ที่ https://liff.line.me/1572442362-jGxDDGRp/@4betterhealth

#usana #usanathailand #ยูซานา #ยูซานาเฮลธ์ไซเอนซ์อิงค์ #เพื่อสุขภาพ #สุขภาพ #4betterhealth #ผลิตภัณฑ์ยูซานา #เซลล์เซนเชียลส์ #biomega #usanaproducts #proflavanol30 #usanacellsentials #CellSentials #ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยูซานา

 

อ้างอิง

http://www.foodnetworksolution.com/wiki/

https://www.pobpad.com/กินอย่างไรให้ได้สุขภาพ

https://www.nestle.co.th/th/nhw/kids/parents/portion/brain-nourishing-food

แบ่งปันเรื่องราวนี้...

Categories:

คุณน่าจะชื่นชอบเรื่องเหล่านี้

โปรไบโอติกคืออะไร? มีในอาหารอะไรบ้าง และช่วยดูแลสุขภาพลำไส้อย่างไร รู้จักโปรไบโอติก จุลินทรีย์ดีที่ช่วยดูแลสุขภาพลำไส้ พบได้ในโยเกิร์ต กิมจิ มิโสะ และอาหารหมักต่างๆ พร้อมแนะนำวิธีดูแลลำไส้ให้แข็งแรงในทุกวัน
เจาะลึก InCelligence เทคโนโลยีโภชนพันธุศาสตร์ยุค Medicine 3.0 ที่ช่วยดูแลสุขภาพระดับเซลล์ ผ่านกลไก Nrf2 และ Mitophagy เพื่อการฟื้นฟูและชะลอวัยอย่างยั่งยืน
USANA Fibergy Active คืออะไร? ตัวช่วยเสริมไฟเบอร์และดูแลสุขภาพลำไส้ USANA Fibergy Active ตัวช่วยเสริมใยอาหารเพื่อดูแลระบบขับถ่ายและสุขภาพลำไส้ สนับสนุนการย่อยอาหารและสมดุลร่างกายในชีวิตประจำวัน

No responses yet

ใส่ความเห็น